• ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป
  • ธนาคารทิสโก้
  • บล.ทิสโก้
  • บลจ.ทิสโก้
  • 0 2633 6000
  • อีเมล์

TISCO SECURITIES

สมัครสมาชิก
    • ธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์
    • อนุพันธ์
    • บริการเกี่ยวกับบัญชี
    • วาณิชธนกิจ
    • งานวิจัย
    • E-Statement & Portfolio
    • ชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต
    • TISCO Smart Points
    • บริการรับส่งข้อมูลระหว่างองค์กร
    • โปรแกรม
    • คู่มือ
    • แบบฟอร์ม
  • ศูนย์นักลงทุน
    • ข้อมูลทั่วไป
    • ค่านายหน้าและ
      ค่าธรรมเนียม
    • การชำระราคาและ
      การส่งมอบหลักทรัพย์
    • การฝากหลักทรัพย์
    • การจดทะเบียนหลักทรัพย์
    • นักลงทุนต่างประเทศ
    • ใบแสดงสิทธิใน
      ผลประโยชน์ที่เกิดจาก
      หลักทรัพย์อ้างอิงไทย
    • การขึ้นเครื่องหมาย
      ของบริษัทจดทะเบียน

  • ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ตลาดหลักทรัพย์ MAI
  • ระบบซื้อขายหลักทรัพย์
  • การซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
  • เวลาทำการซื้อขาย
  • การซื้อขายนอกเวลาทำการ
  • หน่วยการซื้อขาย
  • กระดานซื้อขาย
  • ประเภทของคำสั่งซื้อขาย
  • การควบคุมการเคลื่อนไหวของราคา
  • เครื่องหมายเตือนนักลงทุน
  • ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • การควบคุมดูแลของตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 และเริ่มเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นแบบไม่หวังผลกำไรภายใต้การควบคุม และดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)

ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. เป็นศูนย์กลางในการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน รวมทั้งอำนวยความสะดวกและให้บริการระบบการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพ
  2. เป็นตัวกลางในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ สำนักหักบัญชี ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์
    นายทะเบียนหลักทรัพย์และอื่นๆ
  3. ดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ตามที่คณะกรรมการ กลต.เห็นสมควร

ตลาดหลักทรัพย์ MAI
เนื่องด้วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับการยอมรับว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจเหล่านี้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแบบยั่งยืน และเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ได้เงินทุนจากตลาดทุนที่มีต้นทุนและมีความเสี่ยงที่ต่ำ ตลาดหลักทรัพย์ MAI จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการระดมทุนแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ MAI มีการคำนวณแยกต่างหากจากการคำนวณดัชนีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่จะมีวิธีการคำนวณเช่นเดียวกัน โดยใช้มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์รวมของตลาดหลักทรัพย์ MAI ณ วันที่ 2 กันยายน 2545 เป็นวันฐาน

ระบบซื้อขายหลักทรัพย์
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเคาะกระดานมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2534 จึงได้เปลี่ยนระบบการซื้อขายมาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า "Automated System for the Stock Exchange of Thailand" หรือระบบ ASSET ระบบใหม่นี้ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความโปร่งใสของระบบซื้อขายหลักทรัพย์มีมากขึ้น รวมทั้งทำให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีความสะดวกมากขึ้น

วิธีการซื้อขายหลักทรัพย์ในระบบ ASSET มีด้วยกัน 2 วิธี คือการจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Automatic Order Matching) และการซื้อขายที่สมาชิกเจรจาต่อรองกันเอง (Put Through)

  1. การซื้อขายหลักทรัพย์แบบจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (AOM)

    การซื้อขายหลักทรัพย์แบบจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (AOM) ทำได้โดยการจับคู่คำสั่งซื้อขายตามราคาและเวลาตามลำดับ ซึ่งหลังจากที่บริษัทหลักทรัพย์ได้ส่งคำสั่งซื้อขายไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ระบบ ASSET ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการจัดเรียงคำสั่งซื้อขายตามราคาและเวลาตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าคำสั่งจะถูกเรียงตามระดับราคาก่อน โดยคำสั่งที่มีราคาดีที่สุดจะถูกจับคู่ก่อน จากนั้นใน แต่ละระดับราคา คำสั่งจะถูกจัดเรียงต่อตามลำดับเวลาก่อนหลังที่คำสั่งเข้ามาในระบบ สำหรับการจับคู่คำสั่งนั้นมีด้วยกัน 2 วิธีคือ การจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบต่อเนื่องและการจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบคอลมาร์เก็ต (Call Market)

    การจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบต่อเนื่องนั้นจะใช้ระหว่างวันในช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์ปกติ โดยระบบ ASSET จะจับคู่คำสั่งซื้อและขายลำดับแรกที่รอคิวอยู่และจะจับคู่ต่อไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะยืนยันคำสั่งซื้อขายที่จับคู่แล้วให้บริษัทหลักทรัพย์ฯ ทราบ

    การจับคู่คำสั่งซื้อขายแบบคอลมาร์เก็ต (Call Market) จะใช้ในการคำนวณราคาเปิดและราคาปิดของแต่ละหลักทรัพย์ในช่วงก่อนและหลังเวลาซื้อขายปกติ ระบบจะยอมให้บริษัทหลักทรัพย์ส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์เข้ามาเพื่อรอการจับคู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งและที่ราคาใดราคาหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายที่มากที่สุดของหลักทรัพย์นั้น

  2. การซื้อขายหลักทรัพย์ที่สมาชิกต่อรองกันเอง (PT)

    การซื้อขายหลักทรัพย์ที่บริษัทหลักทรัพย์ตกลงซื้อขายกันและบันทึกการซื้อขายเข้าไปในระบบ (PT) ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ในการแจ้งการซื้อขายที่บริษัทต้องการ โดยการประกาศโฆษณาราคาเสนอซื้อและเสนอขายผ่านระบบการซื้อขาย เมื่อบริษัทหลักทรัพย์รายใดสนใจในข้อเสนอ ก็สามารถทำการซื้อขายโดยตรงทั้งในนามลูกค้าหรือบริษัทหลักทรัพย์เอง ราคาที่ซื้อขายขึ้นอยู่กับการเจรจากัน เพราะฉะนั้นราคาที่มีการซื้อขายจริงอาจจะต่างจากราคาที่ประกาศโฆษณาไว้ และอาจจะไม่ตรงกับกฏเรื่องช่วงราคาก็ได้ และเมื่อตกลงซื้อขายกันได้แล้วบริษัทหลักทรัพย์ต้องทำบันทึกรายละเอียดของรายการซื้อขายดังกล่าวให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทราบ

การซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการซื้อขายหลักทรัพย์ช่องทางใหม่ ที่ทำให้นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายไปยังบริษัทหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถค้นหาข้อมูลซื้อขายที่ต้องการได้ เช่น ข้อมูลซื้อขายย้อนหลังและข้อมูลเรียลไทม์

การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตสามารถใช้ได้กับหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบนกระดานหลัก (Main Board) กระดานหน่วยย่อย (Odd Lot Board) หรือกระดานต่างประเทศ (Foreign Board) ทั้งนี้จะต้องเป็นการซื้อขายแบบการจับคู่คำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติ (AOM) เท่านั้น

เวลาทำการซื้อขาย
วันทำการของตลาดหลักทรัพย์ฯ เหมือนกับวันทำการของธนาคารพาณิชย์ และเวลาในการซื้อขายหลักทรัพย์แบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงเช้าเวลา 10:00-12:30 น. และช่วงบ่ายเวลา 14:30-16:30 น.

ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเริ่มรับคำสั่งซื้อขาย แต่ยังไม่ทำการจับคู่คำสั่งตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดทำการซื้อขายปกติ 30 นาที (Pre-open) และเมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดทำการiะบบคอมพิวเตอร์จะเริ่มจับคู่รายการซื้อขาย โดยราคาเปิดจะกำหนดจาก หลักทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด และหลังจากการซื้อขายหลักทรัพย์รายการแรกได้ดำเนินการไปแล้ว การซื้อขายหลักทรัพย์จะ ดำเนินการตามปกติ

ตาราง : เวลาทำการซื้อขาย

ช่วงเวลาการซื้อขาย วิธีการซื้อขาย หมายเหตุ
ช่วงก่อนเปิดทำการ
ซื้อขายในช่วงเช้า
9:30 - T1 Call Market T1 เป็นเวลาที่ได้รับการสุ่ม เพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง 9:55 - 10:00น. และคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงเช้าของแต่ละหลักทรัพย์
ช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์
ในช่วงเช้า
T1 - 12:30 AOM, PT -
ช่วงเวลาพักการซื้อขาย
ระหว่างวัน
12:30 - 14:00 - -
ช่วงก่อนเปิดทำการซื้อขาย
ในช่วงบ่าย
14:00 - T2 Call Market T2 เป็นเวลาที่ได้รับการสุ่มเพื่อเลือกหาเวลาเปิดในช่วง 14:25-14:30 น. และคำนวณหาราคาเปิดสำหรับการซื้อขายในช่วงบ่ายของแต่ละหลักทรัพย์
ช่วงเวลาซื้อขายหลักทรัพย์
ในช่วงบ่าย
T2 - 16:30 AOM, PT ระบบการซื้อขายจะหยุดการจับคู่คำสั่งทั้งหมดที่เวลา 16:30 น. อย่างไรก็ตามคำสั่งยังถูกส่งไปเพื่อรอการจับคู่จนกระทั่งตลาดปิดทำการ
16:30 - T3 Call Market, PT T3 เป็นช่วงเวลาที่คำนวณหาราคาปิดของ แต่ละหลักทรัพย์ โดยยังไม่มีการจับคู่ซื้อขาย จนกระทั่งระบบได้มีการสุ่ม เพื่อเลือกหาเวลาปิด (T3) ในช่วง 16:35-16:40 น.
การซื้อขายหลักทรัพย์
นอกเวลาทำการประจำวัน
T3 - 17:00 PT ระบบการซื้อขายจะรับเฉพาะการซื้อขายหลักทรัพย์แบบ PT เท่านั้น

การซื้อขายนอกเวลาทำการ
การซื้อขายหลักทรัพย์นอกเวลาทำการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์ซื้อขายได้เพิ่มเติม หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดการซื้อขายในช่วงเวลาทำการประจำวันแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
  1. เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศให้สามารถบริหารและปรับพอร์ต การลงทุนได้เหมาะสมยิ่งขึ้นและจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นได้
  2. เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์หรือนักลงทุนสามารถทำรายการเพื่อแก้ไขรายการซื้อขายที่ผิดพลาดในระหว่างวันได้

ระยะเวลาซื้อขาย: ตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดจนถึง 17:00 น.

วิธีการซื้อขาย: ให้ซื้อขายด้วยวิธี Put Through (PT) เท่านั้น โดยทำการบันทึกรายการซื้อขายบนกระดานหลัก (Main Board) กระดานรายใหญ่และกระดานต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ดังนี้

กระดานซื้อขาย ปริมาณ/มูลค่าซื้อขาย ราคาซื้อขาย อื่นๆ
กระดานหลัก ปริมาณซื้อขายเป็นล็อต โดยมีปริมาณซื้อขายต่ำกว่า 1 ล้านหุ้น และมีมูลค่าซื้อขายต่ำกว่า 3 ล้านบาท ให้ซื้อขาย ณ ราคาปิดหรือราคาเฉลี่ย* ของวันนั้น กรณีไม่มีราคาปิดหรือราคาเฉลี่ยของวันนั้น ให้ใช้ราคาปิดของวันทำการก่อนหน้านั้น -ซื้อขายได้ทั้ง 1 บริษัท และ 2 บริษัท PT
-สามารถโฆษณาเพื่อซื้อขายผ่านระบบซื้อขายได้
กระดานรายใหญ่ ปริมาณซื้อขายตั้งแต่ 1 ล้านหุ้น หรือมีมูลค่าซื้อขายตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
  1. ราคาซื้อขายเป็นไปตาม Ceiling & Floor บนกระดานหลัก ยกเว้นกรณีควบรวมกิจการ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น (ทำ Tender Offer) ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากตลท.
  2. ต้องรายงานให้ตลท. ทราบทันทีที่ทำรายการเสร็จ ในกรณี
    • ราคาเกิน + 15% ของราคาปิดบนกระดานหลักในวันก่อนหน้า หรือ
    • ขนาดของรายการเกิน 25% ของทุนจดทะเบียน หรือทำให้ผู้ซื้อถือครองหลักทรัพย์ถึง 25% , 50% , 75%
-ซื้อขายได้ทั้ง 1 บริษัท และ 2 บริษัท PT
-สามารถโฆษณาเพื่อซื้อขายผ่านระบบซื้อขายได้
กระดานต่างประเทศ ไม่กำหนดปริมาณหรือมูลค่าซื้อขายขั้นต่ำ ไม่กำหนดช่วงราคาซื้อขาย รวมทั้งราคาสูงสุดและต่ำสุด -ซื้อขายได้ทั้ง 1 บริษัท และ 2 บริษัท PT
-สามารถโฆษณาเพื่อซื้อขายผ่านระบบซื้อขายได้

หมายเหตุ: * ราคาเฉลี่ยของหุ้น Local หรือหุ้น Foreign ให้คำนวณโดยถ่วงน้ำหนักรายการซื้อขายเฉพาะที่เกิดจากวิธี AOM บนกระดานหลักหรือกระดานต่างประเทศในระหว่างวัน (ให้นำราคาเปิดและปิดมารวมในการคำนวณด้วย)

หน่วยการซื้อขาย
หน่วยการซื้อขายหลักทรัพย์ (ล็อต) ประกอบด้วยหุ้นจำนวน 100 หุ้น แต่สำหรับหุ้นที่มีราคาตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป หน่วยการซื้อขายจะเป็น 50 หุ้น นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่แตกต่าง เช่น การซื้อขายหน่วยย่อยและการซื้อขายรายใหญ่

การซื้อขายหน่วยย่อย (Odd Lot) คือ การซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีจำนวนหุ้นน้อยกว่า 1 ล็อต ในขณะที่การซื้อขายรายใหญ่ (Big Lot) คือ การซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีปริมาณการซื้อขายตั้งแต่ 1 ล้านหุ้นหรือมีมูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป

กระดานซื้อขาย
กระดานซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มี 5 กระดาน คือ

ตาราง : กระดานซื้อขาย

กระดานซื้อขาย
หลักทรัพย์
ระบบการ
ซื้อขาย
หลักทรัพย์
ประเภทของหลักทรัพย์ หลักเกณฑ์การซื้อขาย
กระดานหลัก AOM หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ,
ใบสำคัญแสดงสิทธิ,
หน่วยลงทุน, และกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว
ใช้กฎเกณฑ์การซื้อขายในเรื่องของหน่วยการซื้อขาย การกำหนด Ceiling & Floor, ช่วงราคา (Spread) และการส่งคำสั่งแบบมีเงื่อนไข
กระดานต่างประเทศ AOM หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ
ที่จดทะเบียนภายใต้ชื่อบุคคลต่างด้าว
  • ใช้กฎเกณฑ์การซื้อขายในเรื่องของหน่วยการซื้อขาย, จำนวนหุ้นสูงสุดต่อ 1 การเสนอซื้อขาย, ช่วงราคา (Spread) และการส่งคำสั่งแบบมีเงื่อนไข เช่นเดียวกับการซื้อขายบนกระดานหลัก
  • ไม่กำหนด Ceiling & Floor ของราคาซื้อขาย PT
PT  
  • หากเป็นการซื้อขายระหว่างสมาชิก (2 firm PT) จะต้องเป็นการซื้อขายที่ไม่ตรงหน่วยการซื้อขาย
  • หากเป็นการซื้อขาย โดยสมาชิก ผู้ซื้อ และ ผู้ขายเป็นรายเดียวกัน (1 firm PT) ปริมาณที่สามารถซื้อขายได้นั้น อาจจะตรง หรือไม่ตรง หน่วยการซื้อขายก็ได้
กระดานรายใหญ่ PT หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ,
ใบสำคัญแสดงสิทธิ,
หน่วยลงทุน, และกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว
  1. ต้องมีปริมาณซื้อขายตั้งแต่ 1 ล้านหลักทรัพย์ขึ้นไป หรือมีมูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป
  2. ราคาซื้อขายเป็นไปตาม Ceiling & Floor บนกระดานหลัก ยกเว้นกรณีควบรวมกิจการ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น (ทำ Tender Offer) ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากตลท. และสามารถทำรายการได้เฉพาะในช่วงเวลานอกเวลาทำการ
  3. ต้องรายงานให้ตลท. ทราบทันทีที่ทำรายการเสร็จ ในกรณี
    • ราคาเกิน + 15% ของราคาปิดบนกระดานหลักในวันก่อนหน้า หรือ
    • ขนาดของรายการเกิน 25% ของทุนจดทะเบียน หรือ ทำให้ผู้ซื้อถือครองหลักทรัพย์ถึง 25% , 50% , 75%
กระดานหน่วยย่อย AOM หุ้นสามัญ, หุ้นบุริมสิทธิ,
ใบสำคัญแสดงสิทธิ,
หน่วยลงทุนที่มีจำนวนรวม
ของหุ้น ต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย
  • ใช้กฎเกณฑ์ารซื้อขายในเรื่องการกำหนด Ceiling & Floor และ ช่วงราคา (Spread)
  • ไม่ใช้กฎเกณฑ์การซื้อขายในเรื่องของหน่วยการซื้อขาย, จำนวนหุ้นสูงสุดต่อ 1 การเสนอซื้อขาย และ การส่งคำสั่งแบบมีเงื่อนไข (ATO, ATC, MP, IOC, FOK และ Publish Volume)
  • ไม่มีช่วงเวลา Pre-opening

ประเภทของคำสั่งซื้อขาย
คำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือคำสั่งซื้อขายแบบจำกัดราคา (Limit Price Order) หรือหมายถึงคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ ณ ราคาที่กำหนด นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้อำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนด้วยการเสนอประเภทของคำสั่งซื้อขายบนกระดานหลักอีก 7 แบบดังต่อไปนี้

คำสั่งซื้อขายแบบไม่จำกัดราคา (Non-limit Price Orders)

1. Market Price Order (MP) เป็นคำสั่งซื้อขายที่ใช้เมื่อนักลงทุนต้องการซื้อขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น

2. At-The-Open Order (ATO) เป็นคำสั่งซื้อขายที่ใช้เมื่อนักลงทุนต้องการซื้อขายทันทีที่ตลาดเปิดทำการซื้อขาย ณ ราคาเปิด

3. At-The-Close Order (ATC) เป็นคำสั่งซื้อขายที่ใช้เมื่อนักลงทุนต้องการซื้อขายทันทีก่อนที่ตลาดจะปิดทำการซื้อขาย ณ ราคาปิด

คำสั่งซื้อขายแบบมีเงื่อนไข (Conditional Orders)

4. Immediate-Or-Cancel Order (IOC) เป็นคำสั่งซื้อขายที่นักลงทุนต้องการสั่งให้ซื้อหรือขายหุ้น ตามราคาที่นักลงทุนระบุไว้ในขณะนั้นโดยทันที หากซื้อหรือขายได้ไม่หมดทั้งจำนวนที่ต้องการ ส่วนที่เหลือจะถูกยกเลิก

5. Fill-Or-Kill Order (FOK) เป็นคำสั่งซื้อขายที่นักลงทุนต้องการสั่งให้ซื้อหรือขายหุ้นในราคาที่กำหนด โดยต้องการให้ได้ทั้งจำนวนที่ ต้องการ หากได้ไม่ครบก็จะไม่ซื้อขายเลยและจะยกเลิกคำสั่งนั้นทั้งหมด

คำสั่งซื้อขายแบบให้ระบบการซื้อขายส่งให้โดยอัตโนมัติ (Published Orders)

6. คำสั่งซื้อขายแบบให้ระบบซื้อขายส่งให้โดยอัตโนมัติคือ การส่งคำสั่งซื้อขายโดยจำนวนการซื้อขายในแต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่า 10 หน่วยการซื้อขายของกระดานหลัก (ส่วนใหญ่คือ 1,000 หุ้น) ทั้งนี้ระบบจะทำการเสนอซื้อขายให้ทีละส่วนในจำนวนที่เท่ากันตามที่ระบุโดยอัตโนมัติ โดยระบบจะส่งคำสั่งเข้าไปเมื่อการเสนอซื้อหรือขายก่อนหน้านี้ได้รับการจับคู่ซื้อขายแล้ว

คำสั่งซื้อขายแบบ Basket Order

7. Basket Order เป็นการบันทึกคำสั่งเสนอซื้อหรือขายกลุ่มของหลักทรัพย์ในคราวเดียวกัน โดยเมื่อคำสั่งซื้อขายแบบ Basket Order ซึ่งประกอบด้วยคำสั่งย่อยหลายๆคำสั่ง ถูกส่งเข้ามายังระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แล้ว คำสั่งซื้อขายย่อยๆ เหล่านั้นจะต้องเข้าคิวเพื่อรอการจับคู่ซื้อขายในแต่ละหลักทรัพย์เช่นเดียวกับคำสั่งซื้อขายปกติ

องค์ประกอบของ Basket Order มีลักษณะดังนี้

  • เป็นหลักทรัพย์ที่อยู่ในรายชื่อ SET50 Index
  • จำนวนหลักทรัพย์ ต้องไม่น้อยกว่า 10 หลักทรัพย์ (Securities)
  • มูลค่าการซื้อขายรวม ต้องไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท
  • คำสั่งย่อยใน 1 Basket ต้องเป็นการเสนอซื้อหรือขายอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • คำสั่งย่อยใน Basket ต้องมาจากลูกค้ารายเดียวกัน
  • ต้องเป็นคำสั่งระบุราคา (Limit Price) และอยู่ในช่วง +2% ของราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Last Execution Price)

การควบคุมการเคลื่อนไหวของราคา
การกำหนดราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุดของหลักทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้ราคาเสนอซื้อเสนอขายหลักทรัพย์ในแต่ละวันสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หรือลดลงได้สูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในวันทำการก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามข้อกำหนดดังกล่าวได้รับการยกเว้นในกรณีต่อไปนี้

  • เริ่มการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์
  • หลักทรัพย์นั้นไม่มีการซื้อขายติดต่อกันเกินกว่า 15 วันทำการ
  • หลักทรัพย์นั้นมีราคาต่ำกว่า 1 บาท
  • เป็นการซื้อขายวันแรกที่มีการขึ้นเครื่องหมาย XD, XR, XS หรือ XA

ช่วงราคาหลักทรัพย์ (Price Spreads)

ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดช่วงการเคลื่อนไหวของราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขายไว้ดังนี้

ระดับราคา (บาท) ช่วงราคา (บาท)
ต่ำกว่า 2 0.01
ตั้งแต่ 2 แต่ไม่ถึง 5 0.02
ตั้งแต่ 5 แต่ไม่ถึง 10 0.05
ตั้งแต่ 10 แต่ไม่ถึง 25 0.10
ตั้งแต่ 25 แต่ไม่ถึง 100 0.25
ตั้งแต่ 100 แต่ไม่ถึง 200 0.50
ตั้งแต่ 200 แต่ไม่ถึง 400 1.00
ตั้งแต่ 400 ขึ้นไป 2.00

เครื่องหมายเตือนนักลงทุน
เพื่อให้การซื้อขายหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพและยุติธรรม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดให้มีการขึ้นเครื่องหมายต่างๆ เพื่อเตือนนักลงทุนถึงสถานการณ์หรือเหตุการณ์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ได้ โดยเครื่องหมายเหล่านี้ประกอบด้วย NP (Notice Pending), NR (Notice Received), H (Trading Halt), และ SP (Trading Suspension), NP (Non-Compliance), ST (Stabilization) โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตาราง : เครื่องหมายเตือนนักลงทุน

เครื่องหมาย ความหมาย
H (Trading Halt) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราวโดยแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขาย ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้นเครื่องหมาย H ดังนี้
  1. มีข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์ หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับรายงานจากบริษัท และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริง และรอคำชี้แจงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที
  2. ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งน่าสงสัยว่าจะมีผู้ลงทุนบางกลุ่มทราบข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และอยู่ในระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัท และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ทันที
  3. บริษัทร้องขอให้ตลาดหลักทรัพย์สั่งห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเป็นการชั่วคราว เนื่องจากบริษัทอยู่ในระหว่างรอการเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารที่สำคัญ และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทสามารถชี้แจงได้ในทันที
  4. มีเหตุอื่นใดที่อาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น
SP (Trading Suspension) เป็นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว โดยแต่ละครั้ง มีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขายซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีหลักเกณฑ์ในการขึ้นเครื่องหมาย SP ดังนี้
  1. เมื่อเกิดกรณีเช่นเดียวกับข้อ 1 ถึง 3 ของการขึ้นเครื่องหมาย H และตลาดหลักทรัพย์เห็นว่าบริษัทไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดเผยข้อมูลได้ในทันที
  2. บริษัทฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศคำสั่ง มติคณะกรรมการ ข้อตกลง ตลอดจนหนังสือเวียน ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้บริษัทปฏิบัติตาม
  3. บริษัทไม่นำส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์ภายใน 5 วันนับแต่วันที่ตลาดลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย NP ไว้บนกระดานของหลักทรัพย์
  4. บริษัทนำส่งงบการเงินล่าช้าติดต่อกัน 3 ครั้ง
  5. หลักทรัพย์อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิกถอนหรืออยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานภาพเพื่อให้พ้นข่ายการถูกเพิกถอน
  6. หลักทรัพย์จะครบกำหนดเวลาในการไถ่ถอนหรือการแปลงสภาพหรือการใช้สิทธิ หรือการขายคืน
  7. มีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการซื้อขายหลักทรัพย์
NP (Notice Pending) บริษัทจดทะเบียนมีข้อมูลที่ต้องรายงานและตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท
NR (Notice Received) ตลาดหลักทรัพย์ได้รับการชี้แจงข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนที่ได้มีการ Pending (NP) ไว้แล้วและจะขึ้นเครื่องหมาย NR เป็นเวลา 1 วัน
NC (Non-Compliance) หลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน
ST (Stabilization) หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน

ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีดัชนี 4 ดัชนีดังนี้

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นดัชนีที่คำนวณจากราคาหลักทรัพย์บนกระดานหลัก ซึ่งคำนวณจากมูลค่าตลาดรวมถ่วงน้ำหนัก ที่เปรียบเทียบกับมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์จดทะเบียนในเวลาปัจจุบันกับมูลค่าตลาด ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ และดัชนีมีค่าเริ่มต้นที่ 100 จุด การคำนวณดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการปรับฐานการคำนวณหากมีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นหรือมีการเพิกถอนบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้เพื่อให้การคำนวณสะท้อนเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์เท่านั้น

ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม (Sectorial Indices)
นอกเหนือจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดให้มีดัชนีรายกลุ่มอุตสาหกรรมแก่นักลงทุน ซึ่งคิดคำนวณจากราคาหลักทรัพย์ของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยใช้วิธีการคำนวณวิธีเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดัชนี SET50
ดัชนี SET50 เริ่มใช้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2539 เพื่อรองรับการออกสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) และออปชั่น (Option) ในอนาคต รวมทั้งเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลประกอบการของกองทุนรวมที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดัชนี SET50 เป็นดัชนีราคามูลค่าตลาดรวมถ่วงน้ำหนักที่คำนวณจากราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน 50 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดรวมและสภาพคล่องสูงตั้งแต่ลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 50 โดยวันฐานที่ใช้ในการคำนวณคือ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2538 หลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีจะเปลี่ยนแปลงทุกๆ 6 เดือน โดยท่านสามารถ คลิกที่นี่ เพื่อดูหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ใช้ในการคำนวณดัชนี SET50

ดัชนี SET100
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จัดทำดัชนีราคาตัวใหม่คือ SET100 ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ซึ่งประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่สูงสุด 100 อันดับแรก ที่ผ่านการคัดเลือกด้วยหลักการและเกณฑ์เดียวกับดัชนี SET50 โดยเริ่มต้นค่าดัชนีที่ 1,000 จุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2548 ทั้งนี้หลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีจะเปลี่ยนแปลงทุกๆ 6 เดือน โดยท่านสามารถ คลิกที่นี่ เพื่อดูหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ใช้ในการคำนวณดัชนี SET100

หลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์
http://www.set.or.th/th/products/index/files/SET50100_Selection_Criteria_TH.pdf

การควบคุมดูแลของตลาดหลักทรัพย์ฯ
เพื่อให้สามารถคุ้มครองนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้วางมาตรการป้องกันและยับยั้งการกระทำที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะควบคุมและดูแลกิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนพัฒนากระบวนการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเพื่อให้สามารถควบคุมตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบการกระทำที่ไม่ถูกต้องได้อย่างทันท่วงที

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการควบคุมดูแลการซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพที่เรียกว่า "Automated Tools for Market Surveillance" หรือระบบ ATOMS ทั้งนี้การซื้อขายหลักทรัพย์ที่ผิดปกติและไม่ถูกต้องภายใต้การควบคุมและดูแลตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบด้วย

  1. การซื้อขายโดยอาศัยข้อมูลภายใน คือการซื้อขายหลักทรัพย์ที่กระทำโดยผู้ที่สามารถรับรู้ข้อมูลภายในตามที่ระบุไว้ใน
    พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
  2. การปั่นหุ้น คือการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมมือกันของกลุ่มบุคคล เพื่อชักนำผู้อื่นให้เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ
  3. การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง คือการสร้างข่าวลือหรือเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ แก่สาธารณะ เพื่อชักจูงให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดๆ ในการซื้อขายหลักทรัพย์

การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน
บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญให้นักลงทุนทั่วไปทราบ ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกกฎระเบียบให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อนักลงทุน โดยต้องเผยแพร่ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิคส์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ขั้นตอนการเผยแพร่ข้อมูล

เพื่อความเป็นธรรมในการเปิดเผยข้อมูล บริษัทจดทะเบียนจะต้องรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนเวลาการซื้อขายหลักทรัพย์ในแต่ละรอบอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังเวลาการซื้อขายหลักทรัพย์ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  1. สำหรับช่วงเวลาการซื้อขายตอนเช้า ให้รายงานก่อน 9:00 น.
  2. สำหรับช่วงเวลาพักการซื้อขายระหว่างวัน ให้รายงานระหว่างเวลา 12:30 -13:30 น.
  3. ข้อมูลมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

หากมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนต้องรายงานในระหว่างชั่วโมงซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสิทธิสั่งระงับการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทนั้นๆ เป็นการชั่วคราวโดยขึ้นเครื่องหมาย H (Halt) หรือ SP (Suspension)

เพื่อความสะดวกในการเปิดเผยข้อมูล ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดกฎเกณฑ์ให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ:

  1. ข้อมูลมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน
  2. ข้อมูลมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุน
  3. หลังตลาดปิดทำการซื้อขาย ให้รายงานระหว่างเวลา 17:00 น. ถึงก่อน 9:00 น.ของวันทำการถัดไป

  • รู้จักทิสโก้
  • ข่าวประชาสัมพันธ์
  • ร่วมงานกับทิสโก้
  • แผนผังเว็บไซต์
  • ติดต่อ บล.
  • คำสงวนลิขสิทธิ์
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • อนุญาโตตุลาการ